news

‘ทรัมป์’ไล่หน่วยข่าวกรองสหรัฐ ‘ไปเรียนหนังสือมาใหม่’

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐควร “กลับไปเรียนหนังสือมาใหม่” จากการมีความคิดเห็นแตกต่างจากเขาแทบทุกเรื่องในด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตข้อความเมื่อวันพุธ ว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐกลายเป็นกลุ่มคนที่ “เฉื่อยชาวและไร้เดียงสา” อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อพูดถึงประเด็นอิหร่านซึ่งตอนนี้ถือเป็นประเทศที่อันตรายอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับสถานการณ์ในซีเรียที่กองทัพสหรัฐ “ประสบความสำเร็จ” ในการกวาดล้างกลุ่มไอเอส โดยเฉพาะในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับการเจรจากับอัฟกานิสถานเพื่อยุติสงครามที่มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ทรัมป์กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือในปัจจุบันยังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากด้วย และเขากำลังจะได้พบหารือกับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออีกครั้งด้วย ผู้นำสหรัฐกล่าวว่าบรรดาเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐ “ควรกลับไปเรียนหนังสือมาใหม่” การทวีตดังกล่าวของทรัมป์ได้รับการตอบสนองภายในเวลาอันรวดเร็วจากสภาคองเกรส โดยนายอดัม ชิฟฟ์ ประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองของสภาผู้แทนราษฎร และนายมาร์ค วอร์เนอร์ รองประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภา กล่าวไปในทางเดียวกัน ว่าการที่ผู้นำสหรัฐมีข้อพิพาทกับหน่วยข่าวกรองนั้น “อันตรายมาก”
 
ความเคลื่อนไหวของผู้นำสหรัฐมีขึ้นหลังนายแดน โคตส์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐ ( ดีเอ็นไอ ) นำหัวหน้าหน่วยงานภายใต้การดูแลของดีเอ็นไอ ที่รวมถึงนางจีนา ฮาสเปล ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง ( ซีไอเอ ) และนายคริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง ( เอฟบีไอ ) เข้าพบคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภา เพื่อเสนอรายงานวิเคราะห์ประจำปีเกี่ยวกับ “ภัยคุกคามร้ายแรงต่อโลก” เมื่อวันอังคาร

ทั้งนี้ โคตส์กล่าวในตอนหนึ่งว่า ข้อมูลด้านการข่าว ณ ปัจจุบันบ่งชี้ว่าไม่มีความเป้นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะ “ปลดอาวุธนิวเคลียร์เป็นการถาวร” ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลเปียงยางยังคงแสวงหาโอกาสสร้างอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง ( ดับเบิลยูเอ็มดี )  การถอนทหารจากซีเรียตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาอันสมควร เพราะกลุ่มไอเอส “ยังคงมีอิทธิพล” การเจรจาสันติภาพกับกลุ่มตาลีบัน “ยังต้องใช้เวลาอีกนาน” และแม้อิหร่านยังถือเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ เช่นเดียวกับรัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือ แต่ยังไม่มีข้อมูลด้านข่าวกรองยืนยันว่ารัฐบาลเตหะราน “ละเมิด” ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2558